Dynamic Pricing เทคนิคการตั้งราคาให้ลูกค้าแฮปปี้ แถมร้านยังได้กำไร
3 ส.ค. 2569

Dynamic Pricing เทคนิคการตั้งราคาให้ลูกค้าแฮปปี้ แถมร้านยังได้กำไร

เพราะเทคนิคการตั้งราคา ไม่ใช่แค่การลดราคาให้ถูกที่สุด แต่คือการปรับราคาให้เหมาะสมกับทั้งความต้องการของลูกค้าและเป้าหมายของธุรกิจในแต่ละช่วงเวลา บทความนี้ จะพาไปทำความรู้จักเทคนิคการตั้งราคาให้ลูกค้าแฮปปี้ กลยุทธ์ Dynamic Pricing และเทคโนโลยี Electronic Shelf Labels (ESL) ตัวช่วยอัปเดตราคาสินค้าที่รวดเร็ว แม่นยำ! 

อย่าลดราคาทั้งร้าน ถ้ายังไม่รู้ว่าสินค้าตัวไหนคือ ‘แม่เหล็ก’

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่มักคิดว่าสิ่งที่ทำให้คนตัดสินใจซื้อได้ไวขึ้น คือการหมั่นหั่นราคา สร้างโปรโมชันไว้เยอะๆ แต่ในแง่ของกลยุทธ์การซื้อขาย เทคนิคการตั้งราคาโดยการลดราคาทั้งร้านอาจช่วยกระตุ้นยอดขายได้ในระยะสั้น แต่ก็แลกมากับกำไรที่หายไปโดยไม่จำเป็น เนื่องจากผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่ได้จดจำราคาของสินค้าทุกชิ้นในร้าน แต่จะจดจำราคาของสินค้าบางกลุ่มที่ซื้อเป็นประจำและใช้เปรียบเทียบความคุ้มค่า!

  •  หากสินค้าที่ซื้อเป็นประจำมีราคาที่น่าสนใจ ลูกค้าจะเกิดความรู้สึกว่าร้าน “ราคาไม่แพง” และมีแนวโน้มตัดสินใจเข้าร้านมากขึ้น 
  • เมื่อเข้ามาแล้ว ก็มักซื้อสินค้าอื่นเพิ่มเติม ซึ่งสินค้าเหล่านั้นไม่จำเป็นต้องลดราคาตามทั้งหมด 

ทำให้ธุรกิจยังคงรักษาอัตรากำไร (Margin) ของสินค้าส่วนใหญ่ไว้ได้ พร้อมเพิ่มยอดขายรวมจากการซื้อหลายรายการในครั้งเดียว 

กลยุทธ์ Dynamic Pricing แทนการลดราคาถาวร 

Dynamic Pricing คือกลยุทธ์การตั้งราคาที่ยืดหยุ่น โดยสามารถปรับราคาให้เหมาะสมกับปัจจัยต่างๆ เช่น ความต้องการของลูกค้า ช่วงเวลา ปริมาณสต๊อก หรือแคมเปญส่งเสริมการขาย แทนการกำหนดราคาเดิมไว้ตลอดเวลา เพื่อช่วยให้ธุรกิจบริหารทั้งยอดขายและอัตรากำไร (Margin) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • ตัวอย่างเช่น การปรับลดราคาสินค้าบางรายการในช่วงเวลาที่ลูกค้าน้อย การทำ Flash Sale เฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ หรือการปรับราคาสินค้าที่มีสต๊อกค้าง เพื่อเร่งการตัดสินใจซื้อ โดยไม่จำเป็นต้องลดราคาถาวรจนกระทบต่อภาพลักษณ์ของแบรนด์
กลยุทธ์ Dynamic Pricing เป็นหนึ่งในเทคนิคการตั้งราคายังเหมาะกับ
ธุรกิจที่มีการเปลี่ยนแปลงของราคาและโปรโมชันอยู่เป็นประจำ ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ ร้านค้าปลีก ร้านเครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านขายยา ธุรกิจที่มีหลายสาขา เพราะสามารถตั้งราคาสินค้าให้สอดคล้องกับต้นทุน สต๊อก และพฤติกรรมผู้บริโภคในแต่ละช่วงเวลา ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างยอดขาย ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการทำกำไรในระยะยาว

ตั้งราคาสินค้าให้ถูกจังหวะ เริ่มจากข้อมูล (Data)

หลายคนคงเคยได้ยินทฤษฎีนักการตลาดพฤติกรรมศาสตร์ที่ระบุว่า ‘ลูกค้าใช้อารมณ์และความรู้สึก’ ในการตัดสินใจซื้อสินค้าสูงถึง 80-95% และใช้เหตุผลเพียง 5-20% เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกผิด แต่ในแง่ของการตั้งราคาสินค้า หรือผู้กำหนดราคาสินค้า การลดราคาโดยอาศัยเพียงความรู้สึก หรือทำตามคู่แข่งคงไม่ได้ ธุรกิจค้าปลีกยุคใหม่จึงเริ่มให้ความสำคัญกับ Data-Driven Pricing หรือการใช้ข้อมูลมาประกอบการตัดสินใจด้านราคา 

  • ยอดขายในแต่ละช่วงเวลา ซึ่งเป็นความต้องการของสินค้า (Demand) พฤติกรรมการซื้อของลูกค้า 
  • ความเร็วในการหมุนเวียนสต๊อก (Inventory Turnover) 
  • ข้อมูลต้นทุนและการแข่งขันในตลาด 

เพื่อช่วยกำหนดราคาและวางแผนโปรโมชันได้อย่างแม่นยำ ทั้งยังสามารถอัปเดตราคาและโปรโมชันได้แบบ Real-time พร้อมกันทุกสาขา ช่วยลดความผิดพลาด ช่วยให้การตั้งราคาแม่นยำและคล่องตัวได้มากกว่าที่เคย

ท้ายที่สุดแล้ว การแข่งขันด้านราคาไม่ใช่เรื่องของการลดให้ถูกที่สุด แต่คือการตั้งราคาให้ถูกเวลา ถูกสินค้า และถูกกลุ่มลูกค้า ทั้งกลยุทธ์ Dynamic Pricing กับ Electronic Shelf Labels (ESL) เครื่องมือช่วยจัดการโปรโมชันให้มีประสิทธิภาพ ช่วยสร้างสมดุลระหว่างความพึงพอใจของลูกค้ากับผลกำไรของธุรกิจได้ในระยะยาว 

ดูบทความทั้งหมด
ไอคอน PDPA

เราบันทึกการใช้งานคุกกี้เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และจัดการการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวของคุณได้ที่ การตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว บันทึกการตั้งค่า